ครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยบางทรายตอนบน จังหวัดมุกดาหาร

เกี่ยวกับโครงการ

 

                             พื้นที่ในตำบลกกตูม อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร เป็นพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัด คือ จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดกาฬสินธุ์ และจังหวัดสกลนคร มีลักษณะเป็นแอ่งในหุบเขามีเทือกเขาล้อมรอบทางทิศเหนือ ทิศตะวันตก และทิศใต้ สภาพพื้นที่โดยทั่วไปจึงเป็นป่าภูเขาที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่มีความสำคัญของห้วยบางทรายซึ่งประกอบด้วยลำห้วยสาขาหลายสาขา เช่น ห้วยพุง ห้วยพุ และห้วยไผ่     เป็นต้น   ในเวลาต่อมาจึงได้มีราษฎรเข้ามาจับจอง บุกรุก และแผ้วถางป่า เพื่อตั้งบ้านเรือนที่อยู่อาศัย และ   ที่ทำกิน ราษฎรส่วนใหญ่มีอาชีพทำการเกษตร โดยทำนาในบริเวณที่ลุ่มตามริมลำห้วย และที่ดอนปลูก มันสำปะหลัง แต่จากการใช้ทรัพยากรป่าไม้ และดิน ที่ไม่ถูกต้องและเหมาะสม ตามหลักวิชาการ ทำให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในวงกว้าง ส่งผลให้ราษฎรขาดแคลนน้ำสำหรับการอุปโภค บริโภค และทำการเกษตร ราษฎรส่วนใหญ่มีฐานะยากจน 

                            พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีความห่วงใยในชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยบางทรายตอนบน อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร จึงได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำและพัฒนาอาชีพของราษฎร หลายครั้ง คือ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน , 30 มิถุนายน , 5 กรกฎาคม และ 26 กรกฎาคม 2537   สรุปพระราชดำริได้ดังนี้

            1.  ให้กรมชลประทานตรวจสภาพพื้นที่ สภาพการถือครองที่ดิน สภาพน้ำท่วมในลำห้วยสายต่างๆ ตลอดจนการเพาะปลูกและการทำกินของราษฎร

            2.  ควรเร่งดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บต่างๆ

            3.  ควรเปิดโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยบางทรายตอนบน ให้มีคณะกรรมการบริหารโครงการฯ ประกอบด้วยผู้แทนจากส่วนราชการต่าง ๆ ในพื้นที่ และควรแบ่งพื้นที่โครง                      การฯ ออกเป็นเขต ให้สอดคล้อง กับโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถเอื้ออำนวยต่อการพัฒนาในรูปแบบต่าง ๆ ที่เหมาะสมคือ เขตพัฒนาอาชีพเสริม เขตพัฒนาการเกษตร                          และเขตอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่า

            4.  ให้พิจารณาวางโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยบางทรายตอนบน ในลักษณะการพัฒนาพื้นที่ แบบเบ็ดเสร็จ โดยประสานหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องมาดำเนินงานร่วมกัน

    วัตถุประสงค์

           1.  เพื่ออนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรดิน น้ำ และป่าไม้ ให้ยั่งยืน

           2.  เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่โครงการฯ ให้ดีขึ้น

           3.  เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกและพัฒนากลุ่มองค์กรชุมชนให้เข้มแข็ง

    ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

           1.  ด้านเศรษฐกิจ

                 1.1  ทำให้ราษฎรมีงานทำ เนื่องจากมีการจ้างแรงงานในท้องถิ่น จำนวน 50 คน ทำให้เศรษฐกิจภายในชุมชนเกิดการหมุนเวียน เนื่องจากมีเงินเข้าไปในระบบ

                 1.2  ทำให้ราษฎรมีรายได้เพิ่มขึ้น ประมาณ เดือนละ 6,000 – 10,000 บาท/คน

                 1.3  และในอนาคตราษฎรจะมีแหล่งอาหารชุมชน เช่น หวาย ขี้เหล็ก มะขามป้อม ผักหวาน เห็ดชนิดต่าง ๆ เป็นต้น ไว้บริโภคและเก็บขายเป็นรายได้เสริม ซึ่งจะเป็นการลด                          ค่าใช้จ่ายได้อีกทางหนึ่ง 

           2.  ด้านสังคม

                 2.1  ทำให้ราษฎรทั้งชายและหญิง ซึ่งเป็นทั้งหัวหน้าครอบครัวและพ่อแม่ หรือลูก ไม่ต้องอพยพหรือย้ายถิ่นฐานไปประกอบอาชีพในต่างถิ่น

                 2.2  ทำให้สังคมระดับท้องถิ่นมีความมั่นคง เป็นการลดปัญหายาเสพติดได้อีกทางหนึ่ง

           3.  ด้านสิ่งแวดล้อม

                 3.1  ทำให้ราษฎรมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยกันอนุรักษ์ ป้องกัน และฟื้นฟูทรัพยากรดิน น้ำ และป่าไม้

                 3.2  ทำให้ราษฎรเหล่านี้ ร่วมทั้งสมาชิกภายในครอบครัวครอบครัวไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือร่วมในขบวนการลักลอบค้าไม้พะยูงอย่างผิดกฎหมาย

                 3.3  ทำให้ทรัพยากรดิน น้ำ และป่าไม้ ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เนื้อที่ 52,000 ไร่ ได้รับการอนุรักษ์ป้องกัน ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยการมีส่วนร่วมของหน่วยงาน                              ภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนในพื้นที่