เกี่ยวกับโครงการ

                             ตามพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  ที่ทรงพระราชทานไว้เมื่อเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร  ที่บ้านโหง่นขามและบ้านดงนา  ตำบลหนามแท่ง  อำเภอศรีเมืองใหม่  จังหวัดอุบลราชธานี  วันที่  3  ธันวาคม   2537  ให้ส่วนราชการที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องช่วยกันแก้ไขปัญหา  และช่วยเหลือราษฎรด้านสุขอนามัยแหล่งน้ำ การศึกษาการประกอบอาชีพ สาธารณูปโภค และให้ราษฎรช่วยกันรักษาป่าไม้ ให้ราษฎรอาศัยอยู่ร่วมกับป่าไม้อย่างมีความสุข

                            โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงเฉพาะพื้นที่ป่าดงนาทาม  ได้ดำเนินการสนับสนุนกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม   ให้แก่กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่รอบผืนป่าดงนาทาม  เขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม  ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมา  ตั้งแต่ปี  2541  จนถึงปัจจุบัน  โครงการฯ  ได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชนในการส่งเสริมและสร้างจิตสำนักในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

วัตถุประสงค์

               1. เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติบริเวณป่าดงนาทามให้สมบูรณ์อยู่ตลอดไป

               2. เพื่อส่งเสริมให้ราษฎรมีส่วนร่วมในการจัดการและป้องกันรักษาป่า (Collaborative ForestManagement)

               3. เพื่อนำรูปแบบการจัดการพื้นที่กันชนมาใช้ในการป้องกันรักษาพื้นที่เขตอนุรักษ์ โดยการสนับสนุนให้มีป่าชุมชนในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงภูโหล่นรอบแนวเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม

               4. เพื่อสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนในพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติรวมทั้งป้องกันการบุกรุกทำลายป่า

               5. เพื่อจัดการกับทรัพยากรป่าไม้โดยมุ่งให้ราษฎรในพื้นที่ได้รับประโยชน์จากป่าไม้มากที่สุด

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

               1. ทุกหมู่บ้านเป้าหมายมีองค์กรการจัดทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้อย่างมีส่วนร่วมเกิดป่าชุมชน จำนวน  14 หมู่บ้าน  แต่มีระดับความเข้มแข็งต่างกัน   ระดับ

                      1.1 ชุมชนมีส่วนร่วมตามหน้าที่หรือภารกิจที่กำหนดให้  ใช้วิธีการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของโครงการฯชาวบ้านมีส่วนร่วมโดยรวมเป็นกลุ่มเพื่อช่วยศึกษาวิเคราะห์ปัญหาตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯ  ชาวบ้านเข้าร่วมอย่างแข็งขันและร่วมตัดสินใจ

                      1.2 ชุมชนมีส่วนร่วมแบบแข็งขัน  ร่วมในการวิเคราะห์และพัฒนาแผนปฏิบัติการณ์และศักยภาพของชุมชนองค์กรท้องถิ่น  โดยกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันใช้วิธีการที่หลากหลายจากหลายสาขา

                      1.3 ชุมชนสมัครใจกันเองชาวบ้านเป็นผู้คิดริเริ่มอย่างอิสระ  ติดต่อประสานงานให้โครงการฯ มาช่วยแนะนำ  โดยยังสามารถควบคุมการจัดการและให้ทรัพยากรได้

               2. เกิดองค์กรชุมชนที่จัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างมีส่วนร่วม  เกิดกระบวนการเรียนรู้ต่อเนื่องเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และมีวิทยากรท้องถิ่นถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างมีส่วนร่วมรูปแบบป่าชุมชน 

               3.ความขัดแย้งระหว่างองค์กรรัฐที่มีหน้าที่จัดการทรัพยากรป่าไม้กับชุมชนลดลง  เปลี่ยนเป็นความร่วมมือชาวบ้านมีทัศนคติต่อเจ้าหน้าที่ป่าไม้ดีขึ้น

               4. หมู่บ้าน มีกฎระเบียบควบคุมการใช้ประโยชน์ป่าไม้  แก้ไขปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างชุมชนและภายในชุมชน   แม้เป็นกฎระเบียบทีไม่เป็นทางการแต่ชาวบ้านก็ให้ความเคารพและปฏิบัติตาม  เนื่องจากควบคุมด้วยกลไกสังคม  (Social  Management)  มีความยืดหยุ่นเข้ากับสถานการณ์

               5. องค์กรชุมชนเข้าใจแนวคิดการจัดการอย่างมีส่วนร่วม  มีความสามารถในการจัดการมากขึ้น  มีความเข้มแข็งรวมตัวกันเป็นเครือข่ายป่าชุมชน เพื่อประสานการจัดการแต่ละหมู่บ้านให้มีทิศทางเดียวกันเป็นเอกภาพเสริมความเข้มแข็งของชุมชนยิ่งขึ้น

               6. ความตื่นตัวต่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อมขยายสู่เยาวชนในระบบโรงเรียน การพัฒนาคู่มือและกระบวนการส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนการสอนในโรงเรียน

               7. หมู่บ้านเป้าหมายหลักทุกหมู่บ้านอยู่ติดอุทยานแห่งชาติผาแต้ม บางหมู่บ้านอยู่ภายในเขตอุทยานฯ ทราบข้อจำกัดและเงื่อนไข ของพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติว่ากรรมสิทธิ์เหนือพื้นป่าเป็นของรัฐแต่รวมตัวกันดูแลรักษาพื้นที่ป่าที่เคยใช้สอยมาก่อนการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติด้วยกฏระเบียบของหมู่บ้านเพื่อแก้ไขปัญหาป่าเสื่อมโทรมลงจากการใช้ประโยชน์จากชาวบ้านทั้งในและนอกชุมชนซึ่งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ดูแลไม่ทั่วถึง

               8.กระบวนการป่าชุมชนเป็นเครื่องมือที่ช่วยพัฒนาบุคลากรและกลุ่มองค์กรชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองจัดการเรื่องราวต่าง ๆ